การนั่งสมาธิแบบเซน


● ซาเซน...

● ในการปฏิบัติซาเซน ต้องมีห้องที่เงียบ ปราศจากสิ่งรบกวน ควรกินและดื่มให้พอดี ละทิ้งความสัมพันธ์อันเป็นความลวงทิ้งเสียทั้งหมด ปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง ไม่คิดถึงทั้งความดีและความชั่ว ความถูกต้องและความผิดพลาดทั้งปวง เช่นนี้จึงจะเกิดการหยุดกระแสแห่งหน้าที่อันหลากหลายของจิต ละท้งความคิดที่ต้องการบรรลุความเป็นพุทธะ การปฏิบัติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สำหรับรับใช้กับซาเซนเท่านั้น แต่สำหรับทุกขณะในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันทั้งหมดด้วย

● ปูอาสนะบนพื้นที่ต้องการนั่ง และมีเบาะกลมวางรองไว้ด้านบน สามารถนั่งได้ทั้งแบบขัดสมาธิเต็มหรือครึ่ง วิธีที่สืบทอดกันมาแต่ก่อน เริ่มด้วยการยกเท้าขวาวางบนหน้าตักซ้าย แล้วยกเท้าซ้ายทับบนหน้าตักขวา จีวรหรือเสื้อผ้า ควรสวมไว้หลวมๆแต่เรียบร้อย จากนั้นวางมือซ้ายบนกึ่งกลางหน้าตัก แล้ววางมือขวาทับมือซ้าย ปลายนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างสัมผัสชนกันเบาๆ นั่งตัวตั้งตรงไม่เอียงไปทางซ้ายหรือทางขวา ข้างหน้าหรือข้างหลัง หูทั้งสองควรอยู่ในระนาบเดียวกับไหล่ และจมูกของเธอต้องอยู่ในแวเดียวกับสะดือ

● ลิ้นควรแตะอยู่บนเพดานของปาก ปากและริมฝีปากปิดสนิท หรี่ตาลงเพ่งที่ปลายจมูก หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ สามรอบเพื่อล้างปอดอย่างเงียบๆผ่านรูจมูก สุดท้าย ขยับร่างกายและจิตของเธอเข้าสู่วิถีทางนี้ หายใจลึกๆ เอนกายไปทางซ้ายและทางขวา จากนั้นนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหวดังก้อนหิน ไม่คิดถึงสิ่งใด จะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร ด้วยการอยู่เหนือทั้งการคิดและไม่คิด นี่คือรากฐานที่แท้จิงของซาเซน ฯ

[ 座禅 ] ที่มา : ดวงตาแห่งสัจธรรม

主には自我を極力排除して、外界を全感覚で感じ取る「無」の状態になり自身の境地へ向かうということが知られています。

โดยหลักแล้ว จะเป็นการตัดอัตตาตัวตนออกไปอย่างสิ้นเชิง อยู่ในสภาพที่「ไม่มี(ว่างเปล่า)」รับรู้ความรู้สึกภายนอกทั้งหมด และเผชิญหน้ากับสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง

ในขณะที่จิตว่างเป็นสมาธิ ในระดับอุปจาร เราจะสามารถตัดความสนใจของจิตต่อสิ่งเร้าภายนอกออกไปได้ดดยกำหนดให้จิตมาสนใจแต่เรื่องภายใน เช่นในกายหรือในใจของเรา(กาย-เวทนา-จิต-ธรรม) ทำให้เราสามารถมองเห็นความจริงที่เกิดขึ้นกับเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยมีการปรุงแต่งจากกิเลสน้อยลงมาก! ยังมีอยู่... แต่เห็นได้ชัดเจนขึ้น แม้เวลาที่เป็นการเปรียบเทียบ-สัมพัทธ์ - ก็ดูเหมือนจะขยายออกไป เหมือนเราดูภาพเคลื่อนไหวแบบช้าๆในหนัง เมื่อจิตละเอียดขึ้น สงบขึ้น ก็จะสามารถพิจารณาควบคู่ไปกับการรับรู้ในเรื่องนั้นๆได้***ก็ยังไม่เป็นจริงอีกเพราะมีการปรุงแต่งจากสัญญาความจำของตน เช่นเอาข้อธรรมมาพิจารณาตามธรรม ที่อยู่เบื้องหน้า จนจิตที่เหมือนเด็น้อย ได้เรียนรู้ แล้วยอมรับตามความรู้ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้น เข้าใจตามนั้นก็จะเรียนรู้รับรู้ธรรมนั้นเข้าสู่จิต (มิใช่ความจำในใจ) เสมือน มองเห็นพื้นหญ้าเขียวขจีอยู่เบื้องหน้า พอโยนหินลงไปกลับพบว่าแตกแยกออกเป็นบึงน้ำมีจอกแหนปกคลุม- จิตก็จะรับรู้ได้ชัดเจนว่ามิใช้พื้นดิน และไม่กลับไปยึดว่าเป็นพื้นดินอีกต่อไป


Featured Posts
โพสต์จะได้รับการเผยแพร่ในเร็วๆ นี้
คอยติดตามนะ…
Recent Posts